A PHP Error was encountered

Severity: Warning

Message: fsockopen(): unable to connect to radio.dwebsalehost.com:8816 (Connection refused)

Filename: libraries/Shoutcastinfo.php

Line Number: 109


Error: Connection refused (111)
Jazzmoment - Webmaster Talk
ส่งข้อความถามถึงเพลงหรือคุยกับดีเจปืน
พิมพ์ j ตามด้วยข้อความ แล้วส่งมาที่ 4554510

Webmaster Talk

มีผู้ใหญ่ท่านหนึ่งถามผมว่าจะไม่ให้ตกนรกทำอย่างไร มีศีลห้า อย่างเดียวพอไหม เป็นคำถามง่ายๆที่ผม กลับไปค้นหาตามที่ต่างๆอยู่หลายวัน เป็นใครก็ไม่อยากตกนรกแล้วต้องทำอย่างไร การไม่ละเมิดศีลห้าแต่ไม่เคยสร้างบุญเลย ก็ได้กลับมาเกิดเป็นคนแต่ลำบากเหลือทน การที่จะกลับมาเกิดแล้วมีกินมีใช้มันต้องมีอย่างอื่นประกอบ ผมว่าศีล๕ เป็นตัวเริ่มต้น ต่อจากนั้นให้ถือพรหมวิหาร๔ ก็จะขึ้นไปสูงขึ้น

ไปฟังธรรมของหลวงพ่อฤาษีลิงดำ ท่านได้พูดถือการหนีนรกไว้ว่า ให้มีศีล๕และกรรมบท๑๐ ผมไปหาข้อมูลจากหนังสือที่เคยสะสมไว้มาได้ เลยคัดมาเตือนตนและเผื่อท่านอยากจะทราบว่าประกอบไปด้วยอะไรบ้าง ชีวิตมันสั้นแต่กรรมนั้นยาวนานหมั่นทำความดีเมื่อนึกได้ตามที่องค์สัมมาสัมพุทธเจ้าท่านชี้ไว้

กุศลกรรมบถ10 (ทางแห่งกุศลกรรม ทางทำความดี กรรมดีอันเป็นทางนำไปสู่ความสุขความเจริญหรือสุคติ)

ก. การกรรม3
  • 1. ปาณาติปาตํ ปหาย ฯเปฯ สพํพปาณภูตหิตานุกมฺปี โหติ (ละการเบียดเบียนมีเมตตากรุณาช่วยเหลือเกี้อกูลกัน)
  • 2. อทินฺนาทานํ ปหาย ฯเปฯ อทินฺนํ เถยฺยสงฺขาตํ อนาทาตา โหติ (ละอทินนาทานเคารพกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินผู้อื่น)
  • 3. กาเมสุมิจฺฉาจารํ ปหาย ฯเปฯ น จาริตฺตํ อาปชฺชิตา โหติ (ละการประพฤติผิดในกาม ไม่ล่วงละเมิดประเพณีทางเพศ)
ข. วจีกรรม4
  • 4. มุสาวาทํ ปหาย ฯเปฯ น สมฺปชานมุสา ภาสิตา โหติ (ละการพูดเท็จ ไม่ยอมกล่าวเท็จเพราะเหตุตนเอง ผู้อื่น หรือเพราะเห็นแก่ผลประโยชน์ใดๆ
  • 5. ปิสุณํ วาจํ ปหาย ฯเปฯ สมคฺคกรณึ วาจํ ภาสิตา โหติ (ละการพูดคำส่อเสียด ช่วยสมานคนที่แตกร้าวกัน ส่งเสริมคนที่สมัครสมานกัน ชอบกล่าวถ้อยคำที่สร้างสามัคคี)
  • 6. ผรุสํ วาจํ ปหาย ฯเปฯ พหุชนมนาปา ตถารูปึ วาจํ ภาสิตา โหติ (ละคำหยาบ พูดแต่คำสุภาพอ่อนหวาน)
  • 7. สมฺผปฺปลาปํ ปหาย ฯเปฯ กาลวาที ภูตวาที อตฺถวาที ธมฺมวาที วินยวาที นิธานวตึ วาจํ ภาสิตา โหติ ฯเปฯ (ละการพูดเพ้อเจ้อ พูดแต่ความจริง มีเหตุผล มีสารประโยชน์ ถูกกาละเทศะ)
ค. มโนกรรม3
  • 8. อนภิชฺฌาลุ โหติ ฯเปฯ (ไม่เพ่งเล็งอยากได้ของผู้อื่น)
  • 9. อพฺยาปนฺนจิตฺโต โหติ ฯเปฯ สุขี อตฺตานํ ปริหรนฺตูติ (ไม่มีจิตคิดร้าย คิดปรารถนาเพียงว่า ขอให้สัตว์ทั้งหลายไม่มีเวร ไม่เบียน ไม่มีทุกข์ ครองตนอยู่เป็นสุขเถิด)
  • 10. สมฺมาทิฏฐิโก โหติ ฯเปฯ สยํ อภิญฺญา สจฺฉิกตฺวา ปเวเทนฺตีติ (มีความเห็นชอบ เช่น ทานมีผล การบูชามีผล ผลวิบากของกรรมดีกรรมชั่วมี เป็นต้น)

จากหนังสือพจนานุกรรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต) หน้า 320

ตั้งแต่เปิดเทอมมานี้ผมเห็นการรวมกลุ่มและการแบ่งกลุ่มจัดกิจกรรมตีกัน
มันเป็นการแสดงพลังสามัคคีของคนในกลุ่มว่ารักพวกพ้อง เห็นด้วยในเรื่องเดียวกัน
และไม่เห็นด้วยกับคนที่ไม่เห็นด้วยกับตน
การยกพวกตีกันเป็นเรื่องสืบต่อกันมายาวนานแต่ผมไม่อยากใช้คำว่าวัฒนธรรม
ตั้งแต่ผมยังเด็กโรงเรียนจะจับคู่กันยกพวกตีกันเพราะคนนั้นทำคนนั้นก่อนแล้วก็แก้แค้น
จนป่านนี้สตอรี่นี้ยังคงเหมือนเดิม ใครดูละครไทยตั้งแต่เด็กป่านนี้พลอตเรื่องก็ไม่ได้แตกต่างกันไป
ฉันใดก็ฉันนั้น เรายังใช้เหตุผลเดิม สถานที่เดิม อาวุธเดิม และผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิตจะเป็นคนนอก
เปลี่ยนก็แต่ตัวละครที่รับเข้ามาใหม่เท่านั้น วนเวียนเป็นวัฎฎะไม่สามารถหลุดออกนอกวงโคจรอุบาทว์นี้ได้
หลังจากดูนักเรียนตีกันผมก็มีโอกาสได้ดูผู้แทนฯตีกัน ทะเลาะกัน เพราะเหตุผลที่ทั้งสองฝ่ายต่างไม่ยอมรับกัน
ถ้าผู้แทนฯชื่อมันก็บอกแล้วเป็นแบบนี้ก็ไม่ต้องไปค้นหาอะไรกับประชากรเพราะนั่นคือตัวแทนของประชากร
เราอยู่บนพื้นฐานของศาสนาที่ภูมิอกภูมิใจว่าเป็นศาสนาของเหตุและผล แต่ดูเหมือนเราจะศึกษาศาสนากันน้อยไป
เรื่องนี้คงจะหาคนผิดกันไม่ได้เพราะว่าสิ่งที่แต่ละคนคิดถือถูก แต่การเดินไปข้างหน้ามันขัดแย้งกันอย่างมากมาย
ทั้งนอกห้อง ในห้อง บนถนน ใต้ดิน ไปมันหมดทุกที่
ผมว่าถ้าเราถือตะเกียงคนละสีเราก็ไม่สามารถมองเห็นอะไรที่มันเหมือนกัน ตายกันไปทุกคนก็ยังไม่เข้าใจกัน
เร่ิมต้นอย่างแรกก่อนคือผมว่าต้องวางตะเกียงนั้นลง ใครใส่เสื้อสีอะไรก็ให้ถอดออก เหลือแต่ตัวเปล่าๆให้เหลือแต่สีผิว
แล้วหยิบไม้บรรทัดที่เป็นอันเดียวกันขึ้นมา นั่นคือศีลธรรม อะไรที่มันผิดศีล อะไรที่มันไม่ชอบธรรมยกเลิกซะ
ไม่ว่าคุณจะอยู่ในสถาบันไหน ไม่ว่าคุณจะสีอะไร ไม่ว่าคุณจะอยู่พรรคอะไร ไม่ว่าคุณจะนับถือศาสนาอะไร หรือไม่มีศาสนา
แต่สิ่งที่เราเดินไปในทางเดียวกันคือ เป็นคนดี สังคมต้องการคนดีครับ ทำให้ตัวดีวันนี้ยังไม่สาย
ถ้าเราร่วมกันเป็นคนดีเราคงไม่มีความเห็นที่ขัดแย้งกัน เพราะทุกอย่างเราทำให้มันดีกับทุกๆคน
เปลี่ยนมายกพวกดีกันเถิด

ดีเจปืน
ชลธิบ รังสิพราหมณกุล
jazzmoment@gmail.com
 

เวลาแห่งความสุขคือเวลาแห่งการได้รับอะไรจากใครสักคนหนึ่ง
ของขวัญเป็นสิ่งแทนการให้อย่างหนึ่ง เราคงไม่ได้รับของขวัญกันทุกวัน
ของขวัญที่เราได้รับกันมาตั้งแต่เด็กก็คงจะเป็น วันเกิด ปีใหม่ จบการศึกษา แล้วก็แต่งงาน
คงจะมีโอกาสพิเศษอื่นๆอีกแต่ขอไม่กล่าวถึงก็แล้วกัน
สมัยเด็กๆเมื่อได้รับของขวัญจะรีบแกะดูของที่อยู่ข้างในแล้วก็เอามาใช้ในทันทีทันใด
ถ้าได้ของเล่นก็เล่นทันที ถ้าได้เสื้อผ้าก็จะใส่นอน มันเป็นความบ้าเฉพาะบุคคล
ผมไม่เคยได้เก็บกล่องของขวัญหรือกระดาษห่อของขวัญเลยจนเวลาล่วงเลยมามีสังคมกับเพื่อนๆ
เพื่อนผมหลายคนบรรจงแกะกล่องของขวัญแบบพิถีพิถันมากราวกับว่ามันคือสิ่งมีชีวิต
เค้าให้เหตุผลว่าอยากเก็บไว้ใช้ในครั้งต่อไป อืมมทำไมผมไม่เคยคิดถึงเรื่องนี้เลย
เรื่องนี้ทำให้ผมนึกถึงประเทศญี่ปุ่นที่ให้ควรามสำคัญกับการทำบรรจุภัณฑ์มากทีเดียว
กว่าจะได้กินเนื้อข้างในผมเจอการห่อถึงสามขั้นตอนด้วยกัน บางทีของข้างในก็อร่อยบางทีก็งั้นๆและก็มีที่ไม่อร่อย
ของขวัญที่ดีคือของที่ถูกใจเราที่สุดแต่ใครจะเดาใจเราได้แม่นยำที่สุดถ้าเค้าไม่ได้ถามเราตรงๆว่าอยากได้อะไร
เราไม่รู้ว่าของข้างในจะเป็นอย่างไรจนกว่าเราจะแกะกล่องออกมาและได้ใช้ของนั้นอย่างแท้จริง
และเราเองก็มีความสุขไม่แพ้กันถ้าเราหาของขวัญให้คนรับแล้วเค้าถูกใจ
ผมเป็นคนที่ห่อของขวัญได้ห่วยแตกที่สุดแต่ก็ห่อเองเกือบทุกครั้งและมุกที่ผมชอบคือห่อด้วยกระดาษธรรมดา
กล่องใส่ของที่ดูธรรมดาหรือคนละอย่างกับของที่อยู่ข้างในแต่เมื่อเปิดมาแล้วมันกลับเป็นของที่ผมแอบดูมาแล้วว่า
คนรับอยากได้อะไรเป็นของขวัญ มันสร้างความประหลาดใจให้กับคนรับอย่างบอกไม่ถูก
หลายครั้งผมได้เห็นคู่รักที่หน้าตาก็ไม่ได้ดูดีอะไรมากมายแต่เค้าก็รักกันมากมายกว่า
ผมดูแล้วก็เหมือนกับของขวัญที่คุณได้รับ บางคนให้ความสำคัญกับหน้าตาภายนอกซะจนลืมคุณค่าที่แท้จริงภายใน
การจะรักใครสักคนอย่าดูที่หน้าตาอย่างเดียวมันเป็นแค่กระดาษห่อที่อยู่ข้างนอกของที่จะใช้มันอยู่ข้างใน คือนิสัยใจคอต่างหาก
อย่าให้กล่องมันแย่มากให้ถือกลับบ้านได้ไม่อายใครเป็นพอ เพราะเราเท่านั้นที่เห็นของที่อยู่ข้างใน
กล่องสวยๆถืออวดใครๆบางที่ข้างในมันมีแต่ความว่างเปล่า
ในขณะที่เราอยากได้ของขวัญดี เราก็ต้องเตรียมของขวัญดีๆให้กับคนอื่นเค้าบ้าง

ดีเจปืน
ชลธิบ รังสิพราหมณกุล
jazzmoment@gmail.com
 

ในขณะที่โลกกำลังหมุนไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว
ผมกลับถอยหลังกลับไปอย่างเชื่องช้า
โลกกำลังมุ่งหาดิจิตอลผมกำลังมองหาอนาล็อค
วัตถุกำลังครอบครองเรา ไม่ใช่เราครอบครองวัตถุ
ผมไม่แปลกใจว่าทำไมข้าวราคาแพงน้ำมันราคาสูง
มันเป็นมานานแล้วไม่ใช่เพิ่งเป็นเมื่อวานนี้เราต้องปรับตัวขึ้นตามมัน
วิธีการง่ายๆตามหลักเศรษฐศาสตร์ หาให้ได้มากกว่าใช้ หรือใช้ให้น้อยกว่าหา
คนส่วนใหญ่ก็เลยตั้งหน้าตั้งตาที่จะหา เพื่อเพียงพอต่อการใช้ของเรา
ท่านที่ผมรู้จักเพิ่งซื้อรถยุโรปที่แพงที่สุด ในขณะที่บ้านมีแล้วหกคันคำตอบคือรายได้ดี
อีกคนกำลังลังจะซื้อรถที่แพงที่สุดของอังกฤษเพราะว่าหามาได้เยอะกลัวไม่ได้ใช้เงิน
ส่วนผมอยากหาเงินให้น้อยลงเพื่อที่จะใช้เวลาให้มากขึ้น
ทางเลือกมันมีอยู่มากมายเพียงแต่เราต้องเดินไปให้ถูกกับความต้องการของเรา
เดี๋ยวนี้ผมรู้จักหลายคนที่ไม่ได้มีความเชื่อเรื่องศาสนาพูดง่ายๆคือไม่มีศาสนา
ไม่คิดว่าโลกหน้ามีจริงการดำเนินชีวิตก็จะแตกต่างกันกับเรา
มีเรื่องราวอนาล็อคที่น่าสนใจเรื่องนึงที่ทำให้เราได้กลับไปคิดคือเมื่อก่อนเป็นอย่างนี้มานาน
แต่ปัจจุบันรูปแบบการดำเนินชีวิตมันเปลี่ยนไปพฤติกรรมคนก็เปลี่ยนมันเลยเปลี่ยนโลกของเราไปด้วย
ผมขอเล่าถึงกล้องฟิล์มครับ
อันที่จริงผมถ่ายรูปด้วยฟิล์มมานานมากตั้งแต่เด็กๆแล้วก็เคยรับงานถ่ายรูปก๊อกแก๊กๆสมัยเรียน
จนทำงานการถ่ายรูปก็ห่างหายไปนานเพราะว่าต้องไปซื้อฟิล์มไปล้างฟิล์มไปอัดรูปไปอะไรมากมาย
ผมกลับมาอีกครั้งกับคำว่าดิจิตอล กล้องตัวแรกผม2.0ล้านพิกเซล แล้วก็ขยับไปเล่น DSLR 6.0ล้านพิกเซล
แล้วก็หันมาใช้คอมแพคเล็กๆ10.1ล้านพิคเซล ผมหยุดแค่นั้นเพราะว่ามันให้ความสุขผมเพียงพอกับความต้องการ
วันนึงผมได้เห็นภาพถ่ายที่รู้สึกว่านี่มันแตกต่างผมถามท่านเจ้าของภาพเขาบอกว่าใช้กล้องฟิล์มครับ
อืมมผมลืมไปเลย ผมกลับบ้านพร้อมกับการหาข้อมูลกล้องฟิล์มดีๆสักตัวเพราะคิดว่าราคาน่าจะถูกลง
สิ่งที่ผมคิดถูกครึ่งเดียวกล้องฟิล์มถูกลงแต่เลนส์กลับแพงขึ้น
ผมถอยกล้องฟิล์มมาตัวนึงที่ชื่อมันประหลาดเกินกว่าคนทั่วไปจะรู้จักHasselblad
มันเป็นกล้องฟิล์มที่แปลกแหวกแนวกว่ากล้องทั่วไปคือ มันเคารพสิ่งที่ถ่ายและมันสงบเสงี่ยมเจียมตัว
กล้องทั่วไปเราจะยกกล้องมาเพื่อดูภาพจากด้านหลังแล้วถ่ายไปข้างหน้าแต่กล้องตัวนี้ช่องมองภาพกลับอยู่ด้านบน
คือเราต้องก้มหัวลงมาดูภาพนี่คือมันเคารพสิ่งที่จะถ่าย ส่วนความสงบเสงี่ยมของมันคือมันเป็นกล้องสะพายข้างไม่ใช่ห้อยคอ
ดังนั้นพอสะพายข้างมันจะหลบอยู่หลังเราไม่แสดงตนว่าเราใช้อะไรถ่าย
กล้องตัวนี้แมนนวลมากๆคือไม่มีระบบไฟฟ้าเลยแม้แต่ตัววัดแสง ชัดเตอร์ เลื่อนฟิล์ม โฟกัส รูปรับแสง ชัตเตอร์ ใช้มือหมด
มันกลับเข้าสู่ระบบพื้นฐานของการใช้กล้องเลยล่ะครับ ผมกำลังทำเรื่องง่ายในโลกปัจจุบันให้เป็นเรื่องยากซะแล้ว
จริงๆก็ไม่ได้ยากสักเท่าไหร่ถ้าเราเคยกับการถ่ายด้วยฟิล์มมาแล้ว เพียงแต่เราต้องกลับมาปัดฝุ่นสมองเราใหม่เท่านั้นเอง
มันเป็นเรื่องที่แตกต่างสำหรับการถ่ายด้วยฟิล์มกับดิจิตอล
1. การวางแผน ด้วยฟิล์มมีจำนวนจำกัดดังนั้นเวลาถ่ายงานจะต้องคิดภาพไว้ก่อนว่าใน1ม้วนเราจะถ่ายอะไรตั้งแต่ต้นจนจบ
ถ้าเป็นดิจิตอลซื้อเมมโมรี่ความจุเยอะๆถ่ายไปก่อนค่อยไปเลือกทีหลังได้ ถ้าถ่ายมากไปรับรองกระเป๋าฉีก
2. การสำรอง สำหรับกล้องฟิล์มสิ่งที่ต้องสำรองไปคือฟิล์มเพราะม้วนนึงมีแค่12ภาพ ถ่ายไปเยอะมากคือค่าใช้จ่ายที่สูงมากดังนั้นสำรองไปพอสมควรพอ
สำหรับกล้องดิจิตอลสิ่งที่ควรสำรองไปคือแบตเตอรี่และเมมโมรี่ เตรียมถุงกันน้ำไปก็ดีเผื่อฝนตก
3. ความอดทน เดี๋ยวนี้ถ่ายด้วยกล้องดิจิตอลเสร็จทุกคนต้องขอดูรูปก่อนแต่ฟิล์มหมดสิทธิ์เพราะว่าต้องไปล้างก่อนดังนั้นรอ
4. ความรอบคอบ กล้องฟิล์มถูกใจยกกล้องกดชัตเตอร์เลยไม่ได้ คุณต้องวัดแสงก่อน ปรับชัตเตอร์ ปรับรูรับแสง ให้ตรงกับเครื่องวัด
ปรับโฟกัสให้ชัด ปรับองค์ประกอบ แล้วค่อยๆกดชัตเตอร์ไม่ใช่แค่นั้นคุณต้องมั่นใจว่าคุณเลื่อนฟิล์มแล้วด้วย
เชื่อไหมครับว่าดิจิตอลเข้ามาเราขาดเรื่องพวกนี้ไปเยอะเลย
เราคงไม่จำเป็นต้องกลับไปอนาล็อคกันทุกคนแต่เราต้องกลับไปใช้ความคิดของเราให้มากขึ้น

ดีเจปืน
ชลธิบ รังสิพราหมณกุล
jazzmoment@gmail.com
 

42c

 

ตัวเลขนี้โผล่ขึ้นมาบนหน้าจอวัดอูณหภูมิหน้ารถ
หลังจากนั้นไม่นานเพื่อนๆในsocial networkก็เอาตัวเลขนี้มาโชว์กัน
นี่ไม่ใช่เรื่องธรรมดาที่เราจะปล่อยให้ผ่านไปได้เพราะว่ามันจะสูงขึ้นไปอีก
ถ้าใครเคยเป็นเด็กลองย้อนกลับไปหน้าร้อนตอนเราเด็กๆเราไม่เคยเจอร้อนอะไรแบบนี้
ผมถามพ่อผมว่าสมัยพ่อเด็กๆร้อนเป็นไงพ่อบอกว่าเข้าไปใต้ต้นไม้ก็เย็น
สมัยผมเด็กๆร้อนๆก็32องศาเซลเซียส ไม่เกินกว่านี้นี่ถ้าผมแก่ตายคงได้สัมผัส 52องศาเซลเซียสแน่ๆ
ความร้อนขนาดนี้ทำให้เราเสียสิ่งมีชีวิตไปหลายอย่างแน่ๆรวมถึงมนุษย์โลกของเราด้วย
คนส่วนใหญ่รวมทั้งผมหลบอยู่ในห้องปรับอากาศที่พอเหมาะกับเราแต่นอกห้องไอร้อนก็ปะทะกันมากขึ้น
ผมเชื่อว่าท่านผู้อ่านคงเป็นพวกกลุ่มที่อยากจะรักษาโลกของเราให้เย็นชื่นใจต่อไปซึ่งผมไม่ค่อยเป็นห่วงเท่าไหร่
สิ่งที่ผมเป็นห่วงขณะนี้คือกลุ่มคนที่ยังไงก็ไม่สนใจสิ่งแวดล้อมมุ่งแต่ทำลายเพียงอย่างเดียว อันนี้น่ากลัว
เค้ามาพร้อมกับอาวุธทำลายล้างทุกอย่างนั่นคือ ความเห็นแก่ตัว คนอื่นไม่เป็นไรเราสบายไว้ก่อน
ตั้งแต่คนตัดต้นไม้ถ้าไม่ตัดก็ไม่มีอะไรจะกินตัดแล้วมีกินแม้เสี่ยงหน่อยแต่ก็ยังดีกว่าไปหางานอื่น
คนซื้อก็ซื้อเพราะว่าถ้าเราไม่ซื้อคนอื่นก็ซื้องั้นเราซื้อไว้ก่อนก็แล้วกันขายก็ได้กำไรเอาไว้ใช้ก็ได้ประโยชน์
คนมีหน้าที่จับก็ละเลยเพราะว่าเงินมันบังตา เหล่านี้มันเป็นสิ่งที่ทำให้เราเหลือพื้นที่สีเขียวน้อยลง
วังน้ำเขียวได้ชื่อว่าเป็นแหล่งโอโซนอันดับเจ็ดของโลกพอนายทุนได้ยินดังนั้นก็ไปแผ่ขยายพื้นที่เพื่อให้ได้ประโยชน์
แทนที่จะเอากันแต่พอดีก็เอากันเป็นร้อยเป็นพันไร่แล้วเราจะเหลืออะไรไว้ให้สูดเข้าปอด
อากาศร้อนผมเชื่ออย่างแรกคือต้นไม้น้อยลงน้ำท่วมผมก็เชื่อว่าต้นไม้น้อยลงเช่นเดียวกัน
มันเสียสมดุลหมดทุกอย่างเพราะเราใช้ประโยชน์จากธรรมชาติมากเกินไป
เราใช้พลังงานกันมากขึ้นอย่างปฎิเสธไม่ได้ดูจากตัวเลขการใช้ไฟฟ้าที่ผ่านมา
เราใช้น้ำมันกันมากขึ้นพอน้ำมันขึ้นเราก็ไปใช้LPGกันแทนมันไม่ได้ประหยัดขึ้นแต่มันถูกลงเท่านั้นเอง
เตรียมตัวรับภาระที่เราก่อขึ้นหรือไม่ได้ก่อแต่คนรุ่นเรารุ่นก่อนเราได้ทำเอาไว้
จะแก้ให้ดีขึ้นมันยากเย็นกว่าทำลายหลายเท่าตัว
ถ้าไม่สามารถหยุดคนทำลายได้ คนสร้างยังไงก็ไม่พอ

ดีเจปืน
ชลธิบ รังสิพราหมณกุล
jazzmoment@gmail.com

ลองเอามือแตะที่จมูกจะมีลมหายใจอยู่ไหมครับ ถ้ามีแปลว่าเรายังมีชีวิต
บนโลกใบนี้ประกอบไปด้วยสิ่งมีชีวิตและสิ่งไม่มีชีวิต
สิ่งมีชีวิตก็จะมีการเกิดแล้วก็มีการตาย เป็นของธรรมดา
หนึ่งชีวิตก็เริ่มตั้งแต่เด็กยันแก่เฒ่าถ้าโชคดีได้อยู่ถึงแก่
แต่ละคนก็มีเป้าหมายในชีวิตที่แตกต่างกันไปตามฝันที่แต่ละคนวางไว้
บางคนไม่ได้เป็นไปตามฝันแต่ก็ไม่ได้ลำบากบางคนลำบากแต่ก็ได้พบกับฝัน
สำหรับผมฝันทุกคืนตื่นมาแล้วก็ลืมทุกที
แนวทางการดำเนินชีวิตของแต่ละคนคงไม่เหมือนกันแต่ที่เหมือนกันคือเราต้องการปัจจัยสี่
ถามคนส่วนใหญ่บอกว่าอยากรวย คนส่วนมากบอกว่าอยากสบาย 
เราวัดความรวยกันจากไหนก็คงวัดจาก เงินที่มี สมบัติที่มี
เราวัดความสบายจากสิ่งอำนวยความสะดวกเราทั้งหลาย
พื้นฐานแล้วชีวิตเราต้องมีอะไรบ้าง บ้านเดี่ยว รถใหม่ป้ายแดงที่ไม่ต้องซ่อม ครอบครัว และบุตรหลาน
ผมบอกแค่นี้บางคนต้องใช้เวลาทั้งชีวิตกว่าจะได้มาเป็นของตัวเอง บางคนชีวิตนึงอาจไม่พอ
ถ้าเรายึดแต่ว่านี่คือสิ่งสมบูรณ์แบบเราก็ต้องทำมันให้สำเร็จตามสูตร
ผมมีโอกาสได้พูดคุยกับอาจารย์ท่านนึงที่ชอบถ่ายรูปด้วยฟิล์ม
ท่านยังคงมีความสุขกับการใช้ฟิล์มและถ่ายภาพมันอย่างมีความหมาย
ผมถามท่านว่า มันต่างกันยังไงท่านก็อธิบายมาได้อย่างเห็นภาพ
ท่านตอบผมมาประโยคนึงว่า มันก็ดูธรรมดาแต่ออกมาด้วยความตั้งใจใช้แค่นี้ก็พอ
ผมมองเห็นชีวิตที่เรียบง่ายสะท้อนออกมาจากกล้องนั้น
ถ้าเราต้องใช้อะไรสักอย่าง ผมนึกถึงความเหมาะสมคงไม่เถียงว่ากล้องใหม่มันดีกว่าเพราะผมก็มี
เรากำลังวิ่งตามซื้อของออกใหม่กันอย่างไม่หยุดนิ่งแต่เราลืมลิ้มรสของความสุขระหว่างทาง
ลองใช้ชีวิตดูแล้วเราจะรู้ว่าเราใช้เงิน น้อยลง

 

ได้ยินคำนี้ทีไรผมรู้สึกว่าเป็นเรื่องยากทุกที มันเป็นเหมือนกฎระเบียบที่มากกว่ากฎระเบียบ
เป็นเหมือนคำสาบานที่มีต่อวิชาชีพของเรา ผมไม่ได้ยินคำนี้มาตั้งแต่จบจากสถาบัน
แล้วเมื่อไหร่ที่ผมย่างเท้าเข้าไปสถาบันเมื่อนั้นก็ต้องมีคนถามผมเรื่องนี้ราวกับว่าผมเป็นนักเรียนดีเด่น
อันที่จริงสมัยเรียนผมเป็นคนที่เรียนน้อย กิจกรรมเยอะจนบางครั้งที่บ้านผมยังสงสัยว่าจบมาได้ยังไง
ทุกวิชาชีพคงจะมีจรรยาบรรณของวิชาชีพตัวเอง ขึ้นอยู่กับว่าคุณเรียนอะไร
ช่วงนี้ผมไป ถ่ายทอดประสบการณ์ให้น้องๆ
หลังจากนั้นก็มีกลุ่มย่อยๆมาถามผมว่า คิดว่าจรรยาบรรณที่ดีควรเป็นอย่างไร
ให้ตายเหอะ (ผมลืมแล้ว)
ตำราวิชาการสำหรับผมมันวางอยู่ที่บ้านกับที่ห้องสมุดมหาวิทยาลัยหมดทั้งสิ้น
แต่ตำราประสบการณ์ผมนั้นมันเพิ่มขึ้นทีละหน้ากระดาษ
ผมตอบน้องๆอย่างไม่ลังเลว่า จรรยบรรณที่ดีสำหรับผม ไม่ได้อยู่ที่ความถูกต้อง
ไม่ได้อยู่ที่ความรวดเร็ว ไม่ได้อยู่ที่ผลตอบแทน
จรรยาบรรณที่ดีสำหรับผม อยู่ที่การทำแล้วเกิดประโยชน์กับสังคม ทำแล้วเกิดผลดีเกิดให้คนทำความดี
เพราะเดี๋ยวนี้ทุกคนถือไม้บรรทัดกันคนละอัน มันเอามาวัดความถูกกันยาก
พูดไปก็ไม่เข้าใจกันถ้าในมือยังมีไม้บรรทัดคนละอันอยู่
ผมบอกว่าแดงคนตาบอดสีแดงก็บอกวว่าเขียว ดังนั้นไม่ต้องไปให้ความถูกต้องกับคนตาบอดสี
เอาเวลาไปบอกคนตาบอดสีให้ไปอ่านหนังสือให้คนตาบอดดีกว่า
แต่อย่าให้คนตาบอดสีไปทาสีเพราะมันจะเละเทะมากมาย
เอาเวลาไปทำให้เกิดประโยชน์กับสังคมกันเถิด
เพราะผมยังแน่ใจว่าไม้บรรทัดของเราทุกคนยังเข้าใจคำว่าทำความดีนั้นหมายถึงอะไร
ใครไม่เข้าใจ แนะนำให้อ่านหนังสือธรรมของศาสนาตนก็จะพาตนไปสู่ทางที่ดี

ดีเจปืน
ชลธิบ รังสิพราหมณกุล
jazzmoment@gmail.com

112

วันนี้เริ่มต้นด้วยตัวเลขหลายท่านอาจจะคิดว่าผมมาให้หวยหรือเปล่า
เลขนี้เป็นรหัสที่เก็บมาไว้นานแสนนานจนหลายคนยังไม่เกิดหรือถ้าใครเกิดก็สูงวัยพอสมควร
ตัวเลขนี้ถูกขุดขึ้นมาอีกครั้งโดยคนกลุ่มนึงที่มองเห็นว่าตัวเลขนี้มันล้าสมัย ควรยกเลิกหรือเปลียนแปลงไปซะ
อันที่จริงตัวเลขนี้ผมก็ไม่เคยได้สนใจอะไรเท่าไหร่เพราะว่า มันก็อยู่เรียงตามลำดับอักษรของมันดีๆ
แต่ก็ทำให้ผมต้องหันไปเพ่งมองตัวเลขนี้ใหม่อีกครั้งว่าทำไมถึงเป็นปัญหา
ผมเองไม่ใช่ผู้รู้เรื่องตัวเลขและรหัสลับอะไรเท่าไหร่จึงขอมองความอย่างชาวบ้านทั่วๆไป
แน่นอนครับตัวเลขมันเกิดก่อนผมอยู่แล้ว ผมก็เติบโตมาได้จนเข้าสู่ภาวะกลางทางของการเดินทาง
ผมก็ไม่เคยเห็นปัญหาที่เกิดขึ้นจากตัวเลขนี้เลย แต่ทำไมคนกลุ่มนึงถึงมองว่านี่คือปัญหานี่ต้องแก้
ผมก็ลองไปหาอ่าน หาฟัง จากกลุ่มที่ต้องการแก้ เค้าบอกว่าแก้เพื่อส่วนรวมเพื่อทุกๆคน
ปัญหาทุกวันนี้มันอยู่ที่ตรงไหน มันอยู่ที่ 112 หรือ 75,000,000,000 
ถ้าอยู่ที่ 112 เรื่องนี้เรื่องเดียวจะแก้ไขปัญหาที่ทุกคนมีได้เหรอ ถ้าได้จริงก็ดีถ้าไม่ได้จริงก็จะทำไป ทำไม?
ก่อนจะทำผมอยากให้คิดดูก่อน คิดก่อนทำ ผมว่าเราก็อยู่ของเราสบายดี
ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ 112 ปัญหามันอยู่ที่ความไม่เคยพอของคน ไม่ใช่ของคนนั้นคนเดียว
แต่เป็นความไม่พอของทุกคนที่มีวิธีการซึ่งการได้มาแตกต่างกัน
บางคนทำงานหนักได้เงินน้อย บางคนทำงานน้อยได้เงินหนัก บางคนค้ายา บางคนเปิดบ่อน
บางคนเลี่ยงภาษี บางคนหักหัวคิว บางคนรับใต้โต๊ะ บางคนทำลายทรัพยากร ทั้งหมดนี้ล้วนเกิดแต่ความไม่พอ
อย่าไปโทษ112 เพราะว่ามันแก้ปัญหาความโลภไม่ได้หรอก กลับไปมองที่ 0
คือความไม่มีถ้าทุกคนลดความอยากให้พอดีไม่เกินตัวโลกใบนี้ยังเหลือที่อีกเยอะ
แต่ถ้าความต้องการเป็น อินฟินิตี้ หรือ อนันต โลกใบนี้ก็ไม่พอสำหรับคนคนเดียว
อยากให้แก้112เพราะว่าจะได้เท่าเทียมกับสากล มันไม่มีอะไรเท่าเทียมกันหรอกพ่อคุณ
ความกว้างแต่ละประเทศมันยังไม่เท่ากันเลยแล้วจะให้สิ่งที่คนอื่นเป็นเราต้องเป็นได้อย่างไร
ผมว่าดีซะอีกที่เราเป็นแบบนี้มันอบอุ่นในหัวใจแบบไม่มีใครมี
อยากแก้ปัญหาต้องมองหาเหตุ
ไม่อยากบอกว่านี่เป็น อริยสัจสี่ เพราะกลัวคุณจะไม่นับถือแล้วจะไปแก้เลข4 อีก

ชลธิบ รังสิพราหมณกุล
ผู้รัก112ด้วยหัวใจ
jazzmoment@gmail.com

 

วันธรรมดาวันนึงผมนั่งจิบกาแฟร้อนอยู่ในร้านกาแฟประจำซอย เสียงโทรศัพท์มือถือดังขึ้น
ผมหยิบมือถือมาดูชื่อคนโทรฯมาแล้วรับสาย รุ่นน้องและก็เป็นลูกค้าด้วยโทรฯมาหาพร้อมกับถามหาบัตรประชาชน
เพื่อนำไปหักภาษีสำหรับงานที่ผมไปทำให้ ผมอาสาที่จะไปส่งให้เค้าจะได้ไม่ต้องมารับ
ผมหยุดละเลียดกาแฟและลุกไปที่ไปรษณีย์ใกล้ที่สุดเพราะว่ามีนัดพาพ่อไปหาสาวที่นัดไว้
ที่ไปรษณีย์คนไม่มากมายเท่าใด ผมกวาดตาหาเครื่องถ่ายเอกสาร ไม่เจอแฮะ เลยเอ่ยปากถามเจ้าหน้าที่
ท่านให้ความกรุณาบอกผมว่าที่นี่ไม่มีเครื่องถ่ายเอกสารคุณต้องขับรถไปอีกถนนนึง
โอโฮ ฟังดูเป็นเรื่องใหญ่และไกลมาก ผมเลยเดินออกมาเสี่ยงดวงแถวนั้น มองไปทางขวาดูโล่งๆไปทางซ้ายละกัน
ออกเดินมาทางซ้ายเพื่อหาที่ถ่ายเอกสาร ร้านแรกที่เจอคือข้าวขาหมูคงไม่มีแน่ๆ ร้านต่อมาติดตั้งเครื่องเสียงก็คงจะไม่มี
ผมเดินมาร้านที่สามท่อไอเสีย กำลังลองดังปู้ดๆ อืมม ผมข้ามถนนไปดูฝั่งตรงข้ามดีกว่า สิ่งที่ผมเจอข้างหน้าคือที่ทำการพรรคเพื่อไทย
ที่ทำการพรรคต้องมีเครื่องถ่ายเอกสารแน่ๆ แต่สิ่งที่ผมคิดต่อมาคือมันจะถ่ายบัตรประชาชนผมไว้สองสามใบแล้วเอาไปเปิดบัญชีใส่เงินอะไรหรือเปล่าวะ
และอีกหลายเรื่อง ไม่เสี่ยงดีกว่าผมเดินต่อมาเจอร้านรับตัดสติ๊กเกอร์ ร้านนี้แหละเนื้อคู่ ต้องมีสิน่า
"สวัสดีครับ พอดีผมหาร้านถ่ายเอาสารไม่ได้เลยที่นี่มีเครื่องถ่ายเอกสารไหมครับ"
"ถ่ายเยอะไหมคะ"
"แผ่นเดียวครับ"
สาวเจ้าของร้านยื่นมือมารับบัตรประชาชนไปพร้อมกับเสียบปลั๊กสแกนเนอร์
"หน้าเดียวหรือสองหน้าคะ"
"หน้าเดียว...เอ่อเอาสองหน้าละกันครับ เอาบัตรของน้องเป็นแผ่นด้านหลังละกัน"
ครู่เดียวก็สแกนพร้อมปริ้นเสร็จ เท่าไหร่ครับ ผมถาม
น้องบอกว่า ไม่คิดตังค์ค่ะพี่ไม่รู้จะคิดยังไง
ผมยกมือขอบคุณเธอ เธอบอกปัดพร้อมกับบอกว่าไม่เป็นไร
ว่าแต่พี่เคยมีใครบอกพี่ไหมว่าหน้าพี่เหมือน ครูหนูที่เป็นโค้ชทีมชาติวอลเล่ย์บอล
เอ ไม่มีนะ มีแต่บอกว่าหน้าเหมือน สนธยา คุณปลื้ม
น้องมองหน้าผมแล้วก็บอกว่าเออเหมือนพี่ แล้วผมก็จำได้ว่ามีคนเคยบอกว่าผมหน้าเหมือนโค้ชวอลเล่ย์บอล
ผมเดินกลับมาที่ไปรษณีย์ หาซองใส่ ร้านขายซองบอกว่าเหลือแต่กล่องขนาด ค.ควาย แล้วมันหน้าตาเป็นยังไงเนี่ย
ป้าหยิบมาให้ผมดูกล่องใหญ่ขนาดใส่ทุเรียนได้ลูกนึง ซองไม่มีแล้วเหรอครับ ไม่มีเลยจ้าต้องไปซื้อที่ร้านเครื่องเขียน
ไกลไหมครับป้า แยกโน้นน่ะ
ผมเดินไปได้ไหมครับ ไม่ได้จ้าต้องขี่รถไป
ผมยืนนิ่งไว้อาลัยอยู่สองวินาที แล้วก็บอกป้าผมเอากล่องนั่นแหละ
แล้วเดี๋ยวผมจะเขียนหน้ากล่องด้วยว่า HAPPY NEW YEAR แต่ข้างในมีกระดาษแผ่นเดียว
ป้าทำหน้างงแต่ก็อมยิ้ม ผมบอกว่าป้าถ้าผมนั่งรถไปกลับ แพงกว่าผมซื้อกล่องอีก เอานี่แหละน่ารักดีด้วย
ป้าทำตาโตแบบเข้าใจโลกมากขึ้น แล้วเอกสารผมก็ได้เดินทางไกลไปในกล่องขนาด ค.ควาย ที่แสนดี

ดีเจปืน
ชลธิบ รังสิพราหมณกุล
jazzmoment@gmail.com

 

ผมได้ยินคำนี้ครั้งแรกจากการเดินทางไปที่หลวงพระบางประเทศลาว
เป็นคำที่พูดถึงแล้วนึกภาพออกว่าหมายความว่าอย่างไร
คนไทยก็มีการใช้ภาษาที่สวยงามไม่แพักัน พระเจ้าอยู่หัว ... มีต่อ

OFFLINE