Browse Category

มีเรื่องมาเล่า

Home / Browse Category "มีเรื่องมาเล่า"  Page 2

Latest Posts

มองไกล

เคยกังวลว่าปัญหาเราเยอะแยะไหมครับเวลาเรามีปัญหาเราจะมองว่ามันเป็นเรื่องใหญ่เหลือเกิน โลกนี้ช่างปวดหัวสารพัดไม่มีอะไรดีเลยสักอย่าง เวลาเจอปัญหาส่วนใหญ่ผมจะถอยออกมาตั้งหลักก่อนมองให้มันไกลๆ เราจะเห็นว่ามันก็แค่เรื่องเล็กนิดเดียว ผมตะกายภูเขาขึ้นไป ไอ้ที่ใหญ่ที่สุดคือก้อนหินตรงหน้า กระเถิบไปเป็นบ้านเรือนผู้คนกระจุกกันอยู่ที่เรียกว่าเมืองถัดออกไปนั้นเป็นทะเล ออกจากทะเลไปเป็นท้องฟ้า ไอ้ก้อนหินที่เราว่ามันใหญ่แท้จริงแล้วมันอยู่ตรงลูกกะตาเราเท่านั้นเอง เทียบไม่ได้กับท้องฟ้า ทะเล และเมืองที่อยู่ข้างหน้าเราเลย ถ้าเรายืนอยู่เหนือก้อนหินเมื่อไหร่เราก็จะมองเห็นวิวกว้างๆทั้งหมด เอาปัญหาออกไปก็จะมองเห็นโอกาสที่มากมายเช่นกัน ดีเจปืน

Read More
ปลูกแล้ว

มีหลายคนแชร์ชวนให้ปลูกต้นไม้ ด้วยเพราะนึกขึ้นมาได้ว่าอากาศมันร้อนเกินไป ภูเขาหัวโล้นไปหมด น้ำในเขื่อนก็แห้งขอด ผมอยากจะบอกว่าผมลงมือก่อนล่วงหน้าไปแล้วหลายปี ผมลงมือทำในที่ดินตัวเอง มีเท่าไหร่ทำเท่านั้น เพราะไม่แน่ใจว่าที่ ส่วนกลาง จะมีใครดูแลต่อจากนั้นหรือไม่ การจะหยิบต้นไม้ลงดินสักต้นนั้นไม่ยาก แต่การที่จะให้มันอยู่เป็นที่เป็นทางแบบยั่งยืนนั้น ต้องรู้จักมันสักนิดนึง ต้นไม้ที่ถือกำเนิดในแผ่นดินไทยนั้น มีมากกว่าหมื่นสายพันธุ์ แต่ละภาคก็มีไม้ประจำภาคที่ต่างกัน บางอย่างลงที่ไหนก็ได้ บางอย่างต้องหนาวๆ บางอย่างต้องฝนๆ ไม้มีแบบ สูง กลาง ต่ำ ไม้เนื้อแข็ง ไม้เนื้ออ่อน ไม้ผล ไม้ดอก ไม้มงคล ไม้ปลูกติดน้ำ ไม้บนเขา ก่อนอื่นดูที่ก่อนว่าเราปลูกที่ไหน ลักษณะพื้นที่เป็นอย่างไร ลักษณะดินเป็นอย่างไร ไม้ประจำถิ่นคือต้นอะไร ไม่รู้ถามที่ ป่าไม้จังหวัด เค้าจะมีต้นกล้าแจก ลงไม้ป่าแล้ว ก็ลงไม้ผลสลับแนวกับไม้ป่า ใกล้บ้านลงเป็นไม้ดอกหอมไว้เวลาออกดอกจะได้กลิ่นมั่ง

เราจะอ่านนิตยสารกันอีกนานเท่าไร

นั่งรถติดไฟแดงก็เหลือบไปเห็น แผงหนังสือ ที่ดูคลาสสิคมากเหลืออยู่เพียงเท่านี้ คนขายเองก็คลาสสิคไม่แพ้แผงหนังสือเช่นกัน วัฒนธรรมในการอ่านถูกแปรเปลี่ยนไปด้วย smart phone และ Tablet ข่าวว่าหนังสือนิตยสารหัวดังๆ กำลังทะยอยปิดตัวลงไปเรื่อยๆ Bloger ก็โผล่ออกมาแทนที่ พลวัตก็แปรเปลี่ยนแต่การเสพอะไรที่น่าสนใจยังมีอยู่เหมือนเดิม เนื้อหานั้นสำคัญกว่าสิ่งแวดล้อม ผมไม่รอที่จะให้รถเคลื่อนรีบหยิบกล้องลดกระจกลงแล้วบันทึกความทรงจำเอาไว้ก่อนที่จะหายไป ดีเจปืน

จากกัน

มากราบพระอาจารย์ ท่านฝากเพื่อนซื้อเลนส์ที่ญี่ปุ่น วันรุ่งขึ้นไฟไหม้วัดที่ญี่ปุ่น หลังจากที่พระที่ไปซื้อมาได้ไม่กี่ชั่วโมง ลูกศิษย์เสนอซื้อให้ท่านใหม่ ท่านบอกไม่ต้องอยากเก็บความรู้สึกนี้ไว้ ท่านว่ามันสอนเรา เราเสียดาย เราไปผูกกับมัน มันก็เท่านั้น เราต้องถอยออกมาจากมัน คนก็เช่นกันวันนึงก็ต้องจากไป มากราบพระอาจารย์ก็ต้องมากราบพระพี่เลี้ยง วันนี้มีคนมาถวายของเข้าพรรษาเยอะมากโดยเฉพาะเทียน พระพี่เลี้ยงบอก “มีคนเอาเทียนมาถวายเยอะเลยนะ ไม่รู้จะเอาไปทำอะไร น่าจะถวายเป็นหลอดไฟจะได้ประโยชน์กว่า” ผมมองเรื่องนี้เป็นเรื่องของธรรมเนียมกับยุคสมัย ธรรมเนียมโบราณคือเข้าพรรษาพระต้องอยู่วัดศึกษาพระธรรมอ่านหนังสือ สมัยก่อนไฟฟ้าไม่ค่อยมี เทียนพรรษาจึงมีความจำเป็นกับการปฏิบัติธรรม ปัจจุบันไฟฟ้าเข้าถึงวัดเกือบ100% วัดป่าจริงๆก็ใช้ตะเกียงไฟฉาย เราอยากทำเป็นธรรมเนียมถวายเทียนคุณภาพดีสักเล่มสองเล่มไม่ต้องใหญ่โต แล้วก็หลอดLED ที่ช่วยประหยัดค่าไฟวัดก็จะดี ได้ทั้งบุญได้ทั้งประโยชน์

ทันใจหรือค่อยเป็นค่อยไป

เรื่องมีอยู่ว่าเอารถไปล้างเคลือบด้วย carnauba wax (น้ำมันสกัดจากธรรมชาติ) แล้วก็เห็นหลายร้านใช้น้ำยาแนวใหม่ที่เรียกกันว่าเคลือบแก้ว(เดี๋ยวนี้มีเคลือบเซรามิค) ความแตกต่างอย่างเห็นได้ชัดคือ ครั้งแรกที่เคลือบด้วยcarnauba wax มันจะไม่เงาแว้บแค่เงาเฉยๆ ส่วนใครที่ลงน้ำยาแบบเคลือบแก้วมันจะเงาแว้บในทันที ที่ใช้คำว่าเคลือบแก้วมันเงาประดั่งเคลือบด้วยผิวแก้วอีกชั้นหนึ่ง แล้วเราก็ไม่ต้องเคลือบอะไรไปอีก5ปี ล้างรถอย่างเดียว carnauba wax เองจะค่อยๆทำหน้าที่มันคือมันจะค่อยๆเงาขึ้นไปหลังจากที่เราเคลือบครบ5ปี มันก็จะเงาแว้บเท่ากับเคลือบแก้วในขณะที่ครบ5ปีเคลือบแก้วต้องเคลือบใหม่เพราะหมดอายุขัย เห็นเรื่องนี้เลยนึกถึงที่พระเจ้ามิลินท์มีคำถามกับพระนาคเสน พระเจ้ามิลินท์: ทำไมคนทำดีไม่ได้ดีแต่คนทำชั่วกลับได้ดี พระนาคเสน: การทำดีก็เหมือนกับปลูกพืชเราปลูกพืชวันนี้เราไม่ได้ผลมากินทันทีต้องรอมันออกผลแต่เมื่อมันออกผลแล้วเราก็เก็บผลกินไปได้ตลอด พระเจ้ามิลินท์: แล้วทำชั่วล่ะ พระนาคเสน: การทำชั่วไม่เห็นผลทันทีแต่เมื่อผลของกรรมมาถึงแล้วก็จะหมดไปในทันที พระเจ้ามิลินท์: แล้วทำไมคนได้ผลดีไม่เท่ากันบางคนก็มีมากบางคนก็มีน้อย พระนาคเสน: ขึ้นอยู่กับว่าเราปลูกอะไรบางอย่างปลูกยากให้ผลนานบางอย่างปลูกง่ายให้ผลสั้น พระจ้ามิลนท์: พระผู้เป็นเจ้ากล่าวถูกต้องแล้ว พระนาคเสน: ขอถวายพระพร คิดว่าสองเรื่องนี้เป็นคนละเรื่องเดียวกันแต่เห็นเรื่องแรกแล้วคิดถึงเรื่องสอง บางคนอยากทำบางอย่างแล้วให้เห็นผลทันทีเลยไม่คิดว่านั้นเป็นบาปหรือเปล่า เช่นโกงแล้วรวยเลยเงินหมดก็โกงอีกหรือโกงไปเรื่อยๆจนมีใช้ไม่หมด บางคนก็ค่อยๆสร้างขึ้นมาด้วยความเพียรจนประสบความสำเร็จซึ่งยากกว่ามากแต่ก็สำเร็จผล กลับไปสู่เรื่องแรกบางคนก็ชอบจ่ายครั้งแรกแล้วเงาเลยแต่จะค่อยๆหมองลงไปเมื่อครบอายุ บางคนก็ชอบที่จะเห็นมันค่อยๆเงาขึ้นแล้วมันก็จะเงาไปตลอดแต่ก็ต้องเคลือบตลอดเช่นกัน

1 ม้วน 12 รูป กับ Hasselblad

ในวันที่เรามีชีวิตเป็นอมตะเราอาจจะใช้ชีวิตแบบไม่มีแก่นสารอะไรเลยก็เป็นได้ ถ้าคุณต้องออกจากบ้านไปถ่ายรูปเพื่อกลับมาอวดกันกับเพื่อน คุณอาจจะกดชัตเตอร์แบบไม่ยั้งแล้วกลับมาเลือกอีกที(ใครๆเค้าก็ทำกันทั้งนั้น) แต่ถ้าคุณได้โอกาสแค่ 12 ครั้งในวันนั้นความยากจะเกิดขึ้นทันที Hasselblad ได้เชิญช่างภาพ 4 คนมาถ่ายรูปด้วยกล้องฟิล์มHasselblad ซึ่งให้ใช้ฟิล์มแค่ม้วนเดียวคือ 12 รูปเท่านั้น ทุกคนรู้สึกว่ามันเป็นเรื่องที่ท้าทายอย่างสูง เพราะ 12 ภาพนี่แหละ สิ่งที่เกิดขึ้นคือทุกคนต้องคิดก่อนว่าจะถ่ายอะไรแล้วจะไปถ่ายที่ไหน โตเกียว 1 วันและวันนั้นฝนตก ผมไม่แปลกใจเลยว่าทั้ง4คนนี้คือช่างภาพ เค้าคิด เค้าวางแผน เค้าเดินทาง มุมมองที่เกิดขึ้นบอกได้คำเดียวว่า ผมไม่เคยคิดอย่างที่เขาคิด การเป็นช่างภาพที่ดีไม่ได้แปลว่าคุณต้องใช้อุปกรณ์ที่ดีที่สุด ไม่จำเป็นว่าคุณได้ถ่ายรูปมามากที่สุด ไม่ได้แปลว่าคุณเรียนถ่ายรูปมามากน้อยเพียงใด แต่กลับด้านกันว่าคุณเห็นภาพที่ออกมาก่อนภาพที่จะถ่ายหรือยัง ในการดำเนินชีวิตถ้าเราคิดแบบ12ภาพ เราอาจจะตั้งใจทำอะไรมากกว่านี้ ลองไปดูช่างภาพ4คน หามุมถ่ายรูปในโตเกียววันฝนพรำและดูรูปที่ออกมากันว่าเป็นอย่างไร ถ้าคุณได้ดูวิดิโอจบแล้วคุณจะเห็นว่าไม่มีใครถ่ายรูป12รูปได้ Perfect ทุกรูป มีพลาดกันทุกคน ก็เหมือนชีวิตเราแหละครับมันไม่ได้อย่างที่หวังทั้งชีวิตหรอก

ไหว้พระใช้ธูปกี่ดอก

มีหลายคนมักจะถามว่า ไหว้พระใช้ธูปกี่ดอก แล้วถ้าเป็นเทพล่ะ องค์นั้นล่ะ เจ้าที่เจ้าทางล่ะ จริงๆแล้วธูปกี่ดอกไม่ใช่เรื่องที่สำคัญที่สุด เราเกิดมาจาก ธาตุ ทั้งสี่ คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ ประกอบกันเป็นเรา ดินก็คือ เนื้อหนังมังสา กระดูก น้ำก็คือ น้ำเลือด น้ำมูก น้ำเหลือง ลมก็คือ การหาใจเข้าและออกเพื่อเอาอ๊อกซิเจนเข้าไปในร่างกาย ไฟก็คือ พลังงานในร่างกายเรา ที่ทำให้ตัวเราอบอุ่น และดำเนินชีวิตต่อไปได้ การบูชา พระก็เหมือนการที่เรานำธาตุทั้งสี่ นอบน้อมกลับไปสู่ท่านแล้วอะไรคือตัวแทน ดินเราแทนด้วย ดอกไม้ น้ำเราแทนด้วย น้ำบริสุทธิ์ ลมเราแทนด้วย ธูปเพราะมีควันลอยขึ้นไป ไฟเราแทนด้วย เทียนให้ความสว่าง ดังนั้นเวลาเราบูชาพระหรือบูชาเทพใช้

Cannes Predictions 2015

อันที่จริงผม เป็นคนอยู่นอกวงการโฆษณาอย่างมากแต่ผมก็ชอบดูโฆษณาอย่างมากเช่นกัน เชื่อไหมครับโฆษณาบอกถึงยุคสมัย ความคิด ความเปลี่ยนแปลงได้โดยเราดูหนังโฆษณาสั้นๆ ผมจึงรู้สึกสนุกกับการได้ดูการสื่อสารด้วยอะไรที่สั้นกระชับแล้วรู้เรื่องอย่างโฆษณา(แม้ว่าตัวเองจะอยู่แขนงอื่นก็ตาม) โฆษณานั้นมีมากมายหลายร้อยชิ้นอาจจะถึงหมื่นถ้ารวมทั่วโลกเราคงดูไม่หมดแต่ โฆษณาก็มีการประกวดกันระดับคานส์ ว่าตัวใดจะได้รางวัลนี้ ซึ่งแน่นอนว่าทุกตัวที่เข้ารอบเด็ดๆทั้งนั้น บางประเทศทำโฆษณามาแบบคุณไม่มีทางเข้าใจเพราะว่าเราโตมาคนละพื้นที่กับเค้า บางตัวทำให้คนกี่ประเทศดูก็เรียกน้ำตาได้ทั้งที่ฟังไม่รู้เรื่อง ปีที่แล้วผมได้มีโอากาสเข้าไปมีส่วนร่วมกับการดูโฆษณาที่เข้าชิงรางวัลที่ลีโอ เบอร์เนตจัดงานนี้ ปีนี้ก็เตรียมตัวที่จะไปแต่ด้วยประการทั้งปวงสุดท้ายพลาดการไป แต่ไม่เป็นไรบอกแล้วว่าโลกก็เปลี่ยนไปเยอะ คุณสามารถที่จะติดตามที่หลังได้ ครับผมกลับมาตามงานว่าปีนี้คอนเซปและหนังโฆษณามีอะไรที่น่าสนใจบ้าง เริ่มจากชื่องานก่อนงานปีนี้ใช้ชื่องานว่ามิวเตชั่น คือการเปลี่ยนรูป (ให้นึกถึงพวกx-men) เจ้าของงานบอกว่าสมัยนี้ครีเอทีฟ นอกจากคิดโฆษณาให้ลูกค้าได้แล้ว ต้องคิดไปถึงการวางตำแหน่งสินค้าได้เลยที่เรียกว่า Creative Expert  เพราะการเปลี่ยนแปลงของสื่อตอนนี้เปลี่ยนไปอย่างมากมาย นอกจากนี้ปีนี้งานยังมีช่วงพิเศษเกิดขึ้นคือมีการพูดคุยกับ ผู้มีชื่อเสียงโดยไม่จ้างบริษัทโฆษณา คุณเนวิน ชิดชอบ ผู้พลิกจังหวัดบุรีรัมย์ให้เป็นเมืองท่องเที่ยวและสนามกีฬาที่ยิ่งใหญ่ คุณจะได้ฟังแนวความคิดที่แตกต่างจากผู้ชายคนนี้ ทั้งนี้ผมได้ผูกลิ้งค์งานโฆษณาที่เข้ารอบมาให้นั่งดูกันเพลินๆแล้วลองให้รางวัลด้วยตัวคุณเองว่าชอบโฆษณาตัวไหนมากที่สุด และปิดท้ายจะเป็นบทสัมภาษณ์คุณเนวิน ในแต่ละปีผมจะได้ไอเดียและแนวโน้มความเปลี่ยนแปลงหลายๆอย่างจากหนังโฆษณาเหล่านี้ บางทีมันก็ซ่อนอยู่ในบริบทต่างๆของสิ่งที่คุณเห็นและไม่เห็นถ้าคุณไม่สังเกต แต่ถ้าคุณสังเกตและคุณอยู่ในสนามของการแข่งขันทางการตลาดแล้วโฆษณาเหล่านี้มีประโยชน์ทีเดียวครับ ดีเจปืน

Happy life

เช้าวันหนึ่งที่จังหวัดหนองคายผมถูกปลุกให้ตื่นมาแต่เช้าเพื่อไปดูชาวบ้านเก็บมะเขือเทศ มะเขือเทศเป็นพืชสวนครัวที่ปลูกได้ช่วงระยะเวลาสั้นๆในแต่ละปี อากาศ ดิน ฟ้า ล้วนมีผลต่อการทำการเกษตรมะเขือเทศมาก ชาวบ้านจะอาศัยช่วงน้ำลดริมฝั่งแม่น้ำโขงเป็นที่ปลูกมะเขือเทศเพื่อส่งโรงงานผลิตมะเขือเทศ(โรซ่า) ที่สวนมะเขือเทศไม่มียาฆ่าแมลงเก็บรับทานได้ทันที เราถามเกษตรกรว่าทำไงไม่ใช้ยาฆ่าแมลง ชาวบ้านตอบว่าตื่นมาบี้มันตอนเช้าๆ ชีวิตมันช่างแตกต่างจากคนกรุงเทพฯที่ตื่นแต่เช้าเพื่ออุ่นอาหารกล่องแล้วไปส่งลูกที่โรงเรียนก่อนรถจะติดแล้วกลับมาหลับที่ลานจอดรถก่อนเริ่มต้นทำงาน คนในกรุงเทพฯมีความพยายามที่จะต้องหาเงินเดือนให้ได้มากที่สุดเพื่อเอามารักษาตัวเองอย่างดีที่สุด แต่คุณลุงคนนี้ตื่นเช้ามากับอากาศบริสุทธิ์ที่สุดอยู่ใกล้ธรรมชาติมากที่สุดและใช้ยารักษาตัวเองน้อยที่สุด เมื่อคุณเห็นรอยยิ้มของคุณลุงแล้วคุณสามารถบอกตัวเองได้เลยว่าคุณจะไม่ค่อยเห็นรอยยิ้มนี้กับคนที่คุณไม่รู้จักในกรุงเทพฯหรอก ดีเจปืน

พระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ

        ประชาชนทั่วไปคงเห็นการพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญกันในช่วงเช้าที่ พระบาทสามเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จฯไปเป็นประธานในพิธี พราหมณ์และพระยาแรกนา ทำการไถหว่าน แจกรางวัลให้เกษตรกรแล้วก็จบ แต่จริงแล้วพิธีนี้ดำเนินมาก่อนหน้านั้นแล้วหนึ่งวัน พยายามค้นหาประวัติของงานนี้ทราบว่ามีมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย เรื่อยมาอยุธยา ต่อมารัตนโกศินทร์ สมัยก่อนทำกันทุกหัวเมืองแล้วเลิกไปคงเหลือแต่กรุงเทพฯเท่านั้น ในรัชสมัยล้นเกล้ารัชกาลที่๔ เสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรแรกนาที่ทุ่งส้มป่อยครั้งหนึ่ง(สวนจิตรลดาในปัจจุบัน ผู้เขียน) แต่ก่อนมีแต่พิธีพราหมณ์ไม่มีพิธีสงฆ์ ครั้งมาถึงแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเพิ่มพิธีสงฆ์ในการจรดพระนังคัลนี้ด้วย แต่ยกเป็นพิธีหนึ่งต่างหากเรียกว่าพืชมงคล โปรดให้ปลูกพลับพลาขึ้นที่หน้าท้องสนามหลวง วันแรกจะเป็นพิธีสงฆ์คือพืชมงคล เชิญพระพุทธรูป เทวรูป พระคันธารราษฎร์จีนก้าไหล่ทอง บนแทนมณฆลจะมีพรรณเครื่องเพาะปลูกต่างๆ คือข้าวเหนียว ข้าวเจ้า เมล็ดน้ำเต้า แมงลัก แตงต่างๆ ถั่วต่างๆ ข้าวโพด ข้าวฟ่าง ลูกเดือย งา เรียงรายรอบเครื่องนมัสการทองทิศสำรับ ๑

Japan Culture

  กระแสไปเที่ยวญี่ปุ่นมาแรงตั้งแต่ประเทศญี่ปุ่นเปิดแขนรับประชากรไทยเข้าประเทศได้อย่างไม่ต้องขอวีซ่า เพราะที่ผ่านมาวีซ่าที่ถือว่ายากที่สุดของคนไทยคือการเข้าประเทศสหรัฐอเมริกาและรองลงมาก็คือญี่ปุ่นนี่แหละ การแห่แหนของคนไทยที่ไปญี่ปุ่นจึงเหมือนไปเที่ยวจังหวัดหนึ่งของประเทศไทยย่านไหนที่เป็นจุดท่องเที่ยวสำคัญเราจะได้ยินเสียงคนไทยทุกครั้งไป ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่เดินทางไม่ไกลจนเกินไป อากาศก็ไม่หนาวเหน็บจนเกินไป อาหารก็เหมือนที่เราเข้าร้านอาหารญี่ปุ่นบ้านเรา อะไรก็ดีไปหมดจนทำให้เป็นเป้าหมายของคนไทยที่ต้องการไปเปลี่ยนบรรยากาศบ้าง คนญี่ปุ่นกับคนไทยนั้นมีลักษณะนิสัยที่แตกต่างกันถ้าไม่ได้ศึกษาวัฒนธรรมเค้ามาก่อนก็อาจจะไม่เข้าใจการดำเนินชีวิตประจำวันเค้าได้ จริงๆแล้วก็ไม่ได้ยากเย็นอะไรถ้าเราจะเข้าใจอะไรก่อนที่จะเข้าไปในบ้านเค้า 1. คนญี่ปุ่นจะไม่คีบอาหารส่งต่อกัน ถ้าคุณไปทานอาหารกับคนญี่ปุ่นแล้วเค้าคีบอะไรให้ ให้เค้าวางที่จานของคุณเลยอย่าเอาตะเกียบไปคีบของจากตะเกียบเค้า อันนี้ถือว่าผิดมารยาท 2. คนญี่ปุ่นจะไม่ปักตะเกียบไว้ในถ้วยข้าว ระหว่างรับทานอาหารแล้วเราอยากจะพักมือจากตะเกียบให้เอาตะเกียบวางข้างๆถ้วยไม่ปักตะเกียบลงไปในถ้วย 3. ขึ้นลงบันไดเลื่อนให้ชิดด้านในด้านหนึ่ง ตอนแรกผมไปแต่โตเกียวก็เห็นเค้าชิดซ้ายแล้วทางขวาสำหรับคนรีบแต่พอไปโอซาก้าเค้าชิดไปอีกข้างหนึ่ง ดังนั้นเราสังเกตหน่อยแล้วกันว่าถ้ายืนชิดด้านนึงถ้าเดินชิดอีกด้านหนึ่ง 4. เข้ารถไฟฟ้าให้สงบเสงี่ยม รถไฟฟ้าเป็นที่คนสัญจรเยอะมากดังนั้น เค้าจะไม่คุยกันเสียงดัง ไม่คุยโทรศัพท์ และบริเวณหัวท้ายของแต่ละโบกี้จะเป็นที่นั่งสำรองสำหรับผู้สูงอายุ ถ้ามันยังโล่งอยู่คุณนั่งได้แต่ถ้าคนเยอะและมีผู้สูงอายุคุณจงลุกขึ้นให้เค้านั่ง บางขบวนในช่วงเวลาเร่งด่วนจะมีโบกี้สำหรับผู้หญิงสังเกตให้ดี ส่วนใหญ่จะเป็นสีชมพูทั้งตู้อันนั้นอย่าเข้าไป 5. ขึ้นแทกซี่ไม่ต้องเปิดปิดประตูเอง ประเทศนี้แปลกดีตรงที่เราโบกแทกซี่แล้วประตูมันอ้าเองได้ ขึ้นเสร็จมันปิดเองได้ ไม่ต้องไปปิดเปิดเอง 6. ซื้อของที่ซุปเปอร์มาเก็ตจะมีที่วางเงิน เมื่อเข้าซุปเปอร์มาร์เก็ตซื้อของเสร็จพนักงานจะบอกราคา เราสามารถยื่นเงินไปให้กับมือเค้าหรือว่าตรงที่คิดเงินจะมีถาดพลาสติกแล้วมียางเหมือนหนามแหลมๆสำหรับวางเงินให้กับพนักงานอย่าเอาเงินไปวางเรี่ยราดที่อื่นมันดูไม่ดี